โรคเบาหวาน

Last updated: Mar 9, 2020  |  60 จำนวนผู้เข้าชม  |  Blog Articles News&Update

โรคเบาหวาน


เมื่อคุณเป็นโรคเบาหวาน หากไม่สามารถควบคุมโรคให้ดี จะส่งผลกระทบต่อร่างกายทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น โรคหัวใจ เส้นประสาทถูกทำลาย หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ และภาวะเลือดเป็นกรดด้วยคีโตนจากเบาหวาน (DKA) บางรายอาจถึงขั้นเสียชีวิตจากโรคเบาหวานได้

โรคเบาหวานคืออะไร?
โรคเบาหวาน เกิดจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลกลูโคสในเลือดไปใช้เป็นพลังงานได้ เนื่องจากร่างกายไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) หรือผลิตได้ไม่เพียงพอ ซึ่งอินซูลินมีหน้าที่ในการนำน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ในร่างกาย 

เมื่อร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลกลูโคสไปใช้ได้ จึงทำให้เกิดการสะสมอยู่ในเลือดเป็นปริมาณสูง ส่งผลเสียต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย และทำให้เป็นโรคเบาหวานในที่สุด

โรคเบาหวานในระยะแรกนั้น มักไม่แสดงอาการเตือนให้เห็น ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปัสสาวะบ่อย หิวน้ำบ่อย หรือน้ำหนักลด แต่ส่วนมากผู้ป่วยมักจะพบโรคเบาหวานโดยบังเอิญจากการไปตรวจโรคแทรกซ้อนที่มีสาเหตุมาจากโรคเบาหวานมากกว่า

ในปัจจุบันนั้น เราสามารถตรวจภาวะก่อนเป็นเบาหวานได้ ด้วยการตรวจระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด และตรวจระดับน้ำตาลสะสม การตรวจดังกล่าว จะทำให้รู้ระดับน้ำตาลในเลือด และควบคุมไม่ให้เข้าสู่ระดับอันตรายได้อย่างทันท่วงที ทำให้สามารถป้องกันโรคเบาหวานได้นั่นเอง

 
ฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) คืออะไร?
ฮอร์โมนอินซูลิน เป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งในร่างกาย สร้างขึ้นจากกลุ่มเซลล์ในตับอ่อนที่ชื่อว่า "เบต้า (Beta cells)" มีหน้าที่สำคัญ คือ ควบคุมกระบวนการเผาผลาญของร่างกาย โดยการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต และน้ำตาล เพื่อเปลี่ยนให้เป็นรูปของพลังงานเข้าไปสู่กล้ามเนื้อและเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย

โรคเบาหวานที่พบได้ทั่วไป
โรคเบาหวานที่พบได้ทั่วไป มี 3 ชนิด ได้แก่

1. โรคเบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน (Insulin-dependent diabetes) หรือเรียกว่า "โรคเบาหวานชนิดที่ 1" 
เป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันไปทำลายเซลล์ตับอ่อนที่ทำหน้าที่ผลิตอินซูลิน มักพบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากเด็กจะเป็นโรคชนิดนี้ตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งจะต้องได้รับยาอินซูลินเพื่อรักษา

ปัจจุบัน ยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 1 อย่างแน่ชัด ทำให้ไม่สามารถป้องกันได้ แต่ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 สามารถป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ด้วยการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ไขมัน คอลเรสตอรอล และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด 

2. โรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน (Non-insulin dependent diabetes: NIDDM) หรือเรียกว่า "โรคเบาหวานชนิดที่ 2" 
เป็นภาวะที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอ หรือไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปกติมักพบในวัยกลางคนถึงวัยอายุมาก เป็นโรคเบาหวานชนิดที่พบมากที่สุด 

แต่โรคเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถป้องกันได้ ด้วยการลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค ได้แก่ หลีกเลี่ยงอาหารรสชาติหวานจัด เค็มจัด รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผักออร์แกนิก โปรตีนจากเนื้อปลา ไข่ไก่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

บางครั้ง โรคเบาหวานชนิดนี้อาจเกิดจากภาวะดื้ออินซูลิน และกรรมพันธุ์ หากคนในครอบครัวมีประวัติป่วยเป็นโรคเบาหวาน ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจภาวะก่อนเป็นเบาหวานเป็นประจำทุกปี โดยคุณสามารถตรวจได้ด้วยวิธีการตรวจระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด ซึ่งมักรวมอยู่ในแพ็กเกจตรวจสุขภาพตามโรงพยาบาลทั่วไป

3. โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes) 
เป็นโรคเบาหวานชนิดหนึ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกระยะของการตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่มักถูกวินิจฉัยในช่วงสัปดาห์ที่ 24-28 ของการตั้งครรภ์ เกิดจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูง เนื่องจากร่างกายไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้เพียงพอ เมื่อเป็นแล้วสามารถส่งผลเสียต่อมารดาและทารกได้ 

อย่างไรก็ตาม โรคชนิดนี้สามารถป้องกันได้ ด้วยการเตรียมรับมือตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์ หรือเมื่อเกิดโรคในขณะที่ตั้งครรภ์แล้ว 

หากเข้ารับการรักษากับแพทย์อย่างถูกวิธี ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้กลับมาเป็นปกติหลังคลอด จะช่วยให้คุณกลับมาเป็นปกติ และยังป้องกัน หรือชะลอการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อีกด้วย

แต่คุณจะกลับมาเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อีกครั้งภายใน 10 ปี หากไม่ควบคุมน้ำหนักและระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์

โรคเบาหวานชนิดหายาก
โรคเบาหวานรูปแบบโมโนเจนิก (Monogenic diabetes) 
เป็นโรคเบาหวานที่พบได้น้อยมาก มีสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์ ซึ่งอาจได้รับถ่ายทอดมาจากพ่อ แม่ หรืออาจเกิดการกลายพันธุ์ภายในแต่ละบุคคล จนทำให้เกิดอาการเบาหวานในวัยเด็กได้ 

โดยการกลายพันธุ์ในโรคเบาหวานโมโนเจนิกนั้น ส่วนใหญ่จะลดความสามารถในการผลิตอินซูลินของร่างกาย หรือลดการผลิตโปรตีนจากตับอ่อนที่ช่วยให้ร่างกายใช้กลูโคสเป็นพลังงานได้


ตัวอย่างของโรคเบาหวานรูปแบบโมโนเจนิก เช่น

1. เบาหวานทารกแรกเกิด (Neonatal diabetes mellitus: NDM) 
จะเกิดขึ้นในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต เป็นภาวะที่พบได้ยาก โดยพบในเด็กเพียง 1 ใน 100,000 ถึง 500,000 รายเท่านั้น ทารกที่เป็น NDM จะไม่สามารถผลิตอินซูลินได้อย่างเพียงพอ ซึ่งส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น และ NDM ยังอาจถูกเข้าใจผิดว่า เป็นโรคเบาหวานประเภท 1 ได้ 

NDM แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
เบาหวานทารกแรกเกิดถาวร (PNDM) จะมีสภาพเป็นโรคเบาหวานตลอดชีวิต 
เบาหวานทารกแรกเกิดชั่วคราว (TNDM) ซึ่งสามารถหายไปในช่วงวัยทารก แต่สามารถกลับมาเป็นเบาหวานอีกได้ในภายหลัง
2. โรคเบาหวานที่มีอาการไวในผู้เยาว์ (Maturity-onset diabetes of the young: MODY) 
มักจะแสดงอาการขึ้นครั้งแรกในช่วงวัยรุ่น หรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น บางคนก็ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยในช่วงวัยนั้น จนกระทั่งพบในช่วงชีวิตภายหลัง

โดยมียีนที่แตกต่างกันหลายยีนที่พิสูจน์แล้วว่า มีผลก่อให้เกิด MODY ได้ ซึ่งยีนทั้งหมดนี้จะไปจำกัดความสามารถของตับอ่อนในการผลิตอินซูลิน โดยคนที่มีสมาชิกในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคเบาหวานชนิด MODY จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป

ลักษณะอาการของโรคเบาหวานเบื้องต้น
ปกติแล้วโรคเบาหวานมักไม่แสดงอาการออกมาให้รับรู้ แต่ผู้ป่วยสามารถสังเกตอาการได้จากภาวะต่างๆ ในร่างกาย โดยมีลักษณะอาการดังนี้

ปัสสาวะบ่อยขึ้น หิวน้ำมากขึ้น: หากเริ่มมีอาการปัสสาวะบ่อยขึ้นและหิวน้ำมากขึ้น โดยเฉพาะตอนกลางคืนจะกระหายน้ำมากกว่าเดิม นี่เป็นสัญญาณของโรคเบาหวาน เพราะร่างกายต้องการขับน้ำตาลที่มีอยู่สูงในเลือดออกมาทางปัสสาวะ


น้ำหนักลด: น้ำหนักที่ลดผิดปกติอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคบางชนิดก็ได้ โดยเฉพาะเบาหวาน การมีน้ำตาลในเลือดสูง จะทำให้น้ำหนักลดลงเร็วมาก ประมาณ 5-10 กิโลกรัมภายใน 2-3 เดือน


บาดแผลหายช้า: หากมีแผลที่บริเวณผิวหนัง เช่น มีดบาด การติดเชื้อ หรือรอยฟกช้ำ และแผลหายช้ามาก นั่นเป็นสัญญาณบ่งบอกให้รู้ว่า คุณอาจเป็นโรคเบาหวาน เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงของผู้ป่วยเบาหวานจะไปขัดขวางการทำงานของหลอดเลือด ทำให้แผลหายช้านั่นเอง


หิวบ่อย กินจุบจิบ: ถ้าเกิดหิวบ่อยและกินจุบจิบขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ คุณอาจเป็นเบาหวานแล้วก็ได้ เพราะเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ จะทำให้ร่างกายต้องการอาหารเพื่อเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด จึงส่งสัญญาณเป็นความหิวนั่นเอง


อ่อนเพลีย อารมณ์ไม่คงที่: อาการอ่อนเพลียและอารมณ์ฉุนเฉียวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยเบาหวานทุกคน เพราะเมื่อมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจะส่งผลต่อการทำงานทุกระบบ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับอารมณ์ด้วย
ภาวะก่อนเป็นเบาหวาน (Prediabetes) คืออะไร?
ภาวะก่อนเป็นเบาหวาน คือ ภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงกว่าปกติ แต่สูงไม่มากพอที่จะเป็นโรคเบาหวานได้ โดยค่าระดับน้ำตาลในเลือดจะอยู่ที่ 100-125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dL) 

อย่างไรก็ตาม ภาะวะก่อนเป็นเบาหวานสามารถรักษาให้หายได้ ด้วยการปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต อาหารการกิน และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ภาวะแทรกซ้อนสำคัญของโรคเบาหวาน
ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานมีหลายประเภทและค่อนข้างอันตราย จึงควรหมั่นดูแลและสังเกตอาการอย่างสม่ำเสมอ โดยอาการที่อาจเกิดขึ้น มีดังต่อไปนี้

1. เบาหวานขึ้นตา 
ภาวะดังกล่าวจะทำให้หลอดเลือดในดวงตาโป่งพอง ทำให้เกิดเลือด และน้ำเหลือง ซึมออกมาจากหลอดเลือดบริเวณนั้น 

หากไม่รักษาจะทำให้จอตาขาดเลือดไปเลี้ยง เนื่องจากปริมาณน้ำเหลืองและเลือดที่ซึมออกมามากเกินไป ปล่อยไว้นานๆ อาจทำให้เซลล์รับรู้ในจอตาเสียหาย ส่งผลให้มองเห็นได้ไม่ชัด

2. การติดเชื้อราหรือยีสต์ในช่องคลอดผู้ป่วยหญิงที่เป็นโรคเบาหวาน 
สารคัดหลั่งในช่องคลอดของหญิงที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน จะมีน้ำตาลกลูโคสมากกว่าปกติ (เกิดจากการที่มีน้ำตาลสะสมอยู่ในกระแสเลือดในปริมาณสูง) ทำให้ยีสต์เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว เพราะน้ำตาลเป็นอาหารของยีสต์ ซึ่งจะทำให้เกิดการติดเชื้อราในช่องคลอดตามมา

3. ภาวะคิโตซิส (Diabetic ketoacidosis: DKA) 
ภาวะเลือดเป็นกรดด้วยคีโตนจากเบาหวาน เกิดจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลกลูโคสเป็นพลังงานได้ จึงย่อยสลายไขมัน เพื่อนำมาเป็นแหล่งพลังงานทดแทน แต่ได้สารคีโตนซึ่งเป็นกรดออกมาร่วมด้วย

4. ภาวะเบาหวานที่ควบคุมได้ยาก (Brittle diabetes หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Labile diabetes) 
ใช้เรียกเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ควบคุมไม่ได้ ผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงค่าระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูง-ต่ำอย่างมาก

5. ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia)
เป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดต่ำกว่าปกติ (น้อยกว่า 72 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) ส่งผลให้ร่างกายไม่มีพลังงานเพียงพอสำหรับกิจกรรมต่างๆ มักเกิดในผู้ป่วยเบาหวานที่รับประทานยา หรือฉีดยารักษาเกินขนาด หรือเกิดในช่วงที่มีอาการเจ็บป่วยแล้วทำให้ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ

6. ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia) 
ภาวะที่เลือดมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูง ผู้ป่วยโรคเบาหวานบางรายอาจสูงมากกว่า 200 300 หรือ 400 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องรีบลดระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เช่น ดื่มน้ำแก้วใหญ่ ออกกำลังกาย เป็นต้น

โรคแทรกซ้อนในเบาหวาน
หากผู้ป่วยโรคเบาหวานไม่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน ดังนี้

โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง
โรคหลอดเลือดสมอง
เส้นประสาทถูกทำลาย
โรคไตวายเรื้อรัง
ปัญหาที่เท้า แผลที่เท้า
โรคตา มองภาพไม่ชัด
โรคเหงือกและปัญหาในช่องปากอื่นๆ
ปัญหาทางระบบสืบพันธุ์และกระเพาะปัสสาวะ
ปัญหาทางระบบทางเดินอาหาร
การตรวจและวินิจฉัยโรคเบาหวาน
ปัจจุบัน สามารถตวรจโรคเบาหวานด้วยการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดในรูปแบบต่างๆ แม้ว่าคุณจะไม่ได้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ก็สามารถตรวจภาวะก่อนเป็นเบาหวาน เพื่อป้องกันโรคเบาหวานได้เช่นกัน  โดยมีวิธีการตรวจโรคเบาหวาน ดังนี้ 

1. การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (Fasting plasma glucose: FPG) 
จะช่วยบอกระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด ณ เวลาที่เจาะเลือด การตรวจนี้จะต้องอดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เพื่อให้ผลมีความแม่นยำ (แต่สามารถจิบน้ำเปล่าได้) ซึ่งผลจะแม่นยำที่สุดเมื่ออดอาหารตอนกลางคืน และตรวจเลือดในตอนเช้า

การวินิจฉัยจะวินิจฉัยจากเกณฑ์ระดับน้ำตาลมากกว่า 125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร 2 ครั้งหากไม่มีอาการ หรือ 1 ครั้งหากมีอาการร่วมด้วย

2. การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดสะสม (A1C) 
เรียกอีกอย่างว่า "ฮีโมโกลบินเอวันซี (Hemoglobin A1C: HbA1C)" จะช่วยบอกระดับน้ำตาลกลูโคสเฉลี่ยในช่วงระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา การตรวจนี้ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร ส่วนใหญ่มักใช้ตรวจร่วมกับ FPG เพื่อผลลัพท์ที่แม่นยำ

3. การตรวจระดับน้ำตาลที่เวลาใดๆ (Random plasma glucose: RPG)
เป็นวิธีที่สามารถตรวจได้ทุกเวลาที่ต้องการ แพทย์อาจมีการพิจารณาตรวจค่า RPG เพื่อใช้วินิจฉัยโรคเบาหวาน หากผู้ป่วยมีอาการของโรคเบาหวาน และไม่อยากรอการอดอาหาร 

4. การตรวจที่ใช้สำหรับวินิจฉัยโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ 
แบ่งออกเป็น 2 วิธี ได้แก่

การทดสอบด้วยน้ำตาลกลูโคส 50 กรัม (Glucose challenge test) การทดสอบนี้ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร โดยแพทย์จะให้คุณดื่มสารละลายกลูโคสเข้มข้น 50 กรัม และเจาะเลือดหลังจากนั้น 1 ชั่วโมง


หากผลการตรวจพบว่า ค่าระดับน้ำตาลกลูโคสสูงอยู่ที่ 135-140 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือสูงกว่านั้น คุณจะต้องได้รับการตรวจอีก 1 คือ การทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคส (ซึ่งต้องอดอาหารมาก่อน)
การทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคส (Oral glucose tolerance test: OGTT) ผู้ที่เข้ารับการทดสอบต้องอดอาหารมาแล้วอย่างน้อย 8 ชั่วโมง 


เมื่อคุณมาถึงโรงพยาบาล แพทย์จะเจาะเลือดเข็มที่ 1 จากนั้นจะให้ดื่มสารละลายกลูโคสเข้มข้น 100 กรัม และเจาะเลือดซ้ำที่ 1 2 และ 3 ชั่วโมงหลังการดื่มสารละลาย รวมเป็นทั้งหมด 4 ครั้ง


ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดที่สูงอย่างน้อย 2 ครั้งของการเจาะเลือด จากการเจาะเลือดทั้งหมด 4 ครั้ง หมายความว่า คุณเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์
ค่าระดับน้ำตาลในเลือดที่เหมาะสม
น้ำตาลที่อยู่ในเลือดเรียกว่า “น้ำตาลกลูโคส” ถ้าหากสามารถคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ ก็จะทำให้ร่างกายมีความสมดุล ปกติแล้วระดับน้ำตาลในเลือดมักจะอยู่ที่ 70-100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หากคุณมีค่าระดับน้ำตาลในเลือดต่ำหรือสูงกว่านั้น ควรตรวจร่างกายเพื่อป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน

วิธีรักษาโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานเป็นโรคที่ไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมความรุนแรงของโรคให้อยู่ในระดับที่คงที่ และบรรเทาอาการลงได้ โดยแนวทางในการรักษามีอยู่ 2 วิธี คือ 

1. วิธีรักษาโรคเบาหวานตามแนวทางแพทย์แผนปัจจุบัน 
ในเบื้องต้นแพทย์จะให้ผู้ป่วยรับประทานยาหรือฉีดอินซูลินเข้าสู่กระแสเลือด ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับอาการ ความรุนแรงของโรค และการวินิจฉัยของแพทย์ด้วย

โดยการรับประทานยา หรือการฉีดอินซูลินนั้น ผู้ป่วยจะต้องปฎิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง 

ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่มีอาการรุนแรงมากขึ้นเป็นเพราะไม่ปฎิบัติตามที่แพทย์สั่ง และไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันใหม่นั่นเอง 

2. วิธีรักษาโรคเบาหวานตามแนวทางธรรมชาติบำบัด
เป็นวิธีที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานในระยะแรก หรือผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงมากนัก 

โดยวิธีธรรมชาติบำบัดนั้นจะช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยได้เป็นอย่างมาก หากทำควบคู่กับการรับประทานยาหรือการฉีดอินซูลิน สำหรับวิธีรักษาก็มีด้วยกันดังต่อไปนี้ 

ควบคุมเมนูอาหาร: ผู้ป่วยเบาหวานไม่สามารถรับประทานอาหารได้เหมือนกับคนปกติทั่วไป ซึ่งจะต้องหลีกเลี่ยงอาหารต้องห้าม ได้แก่ อาหารรสชาติหวานจัด เค็มจัด เนื้อติดมัน

และเสริมด้วยอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ข้าวกล้อง ผักที่มีกากใยสูง เนื้อปลา เต้าหู้ เป็นต้น  เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดสารอาหาร รวมทั้งเลือกรับประทานอาหารและสมุนไพรที่มีส่วนช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือดด้วย เช่น ตำลึง มะระขี้นก และอบเชย เป็นต้น 


ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: ถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาเบาหวานด้วยวิธีธรรมชาติบำบัด เพราะเบาหวานเกิดจากการมีระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเกินไป การออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายดึงน้ำตาลมาใช้เป็นพลังงานมากขึ้น จึงช่วยลดปริมาณน้ำตาลในเลือดให้ได้นั่นเอง 


ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย: ความกลัว ความกังวล และความเครียด อาจทำให้ภาวะน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้น ดังนั้น จึงควรทำจิตใจให้ผ่อนคลายเพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ
วิธีป้องกันโรคเบาหวาน
การป้องกันไม่ให้เป็นโรคเบาหวานไม่ใช่เรื่องยาก แค่เริ่มจากการป้องกันที่ต้นเหตุ ก็สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้มากขึ้น โดยสามารถปฏิบัติตามได้ง่ายๆ ดังนี้

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: ควรออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องให้ได้อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง เพื่อให้แป้งและน้ำตาลที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อถูกดึงออกไปใช้เป็นพลังงาน ซึ่งจะทำให้ระดับแป้งและน้ำตาลลดลง


ควบคุมน้ำหนักให้คงที่: พยายามอย่าให้น้ำหนักเกินเกณฑ์ หรือหากใครที่เป็นโรคอ้วน ก็ควรรีบลดน้ำหนักโดยด่วน เพราะจากการวิจัยพบว่า ผู้ที่มีน้ำหนักเกินล้วนมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานสูงถึง 80%


รับแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าหรือเย็น: แสงแดดอ่อนๆ ในยามเช้าและตอนเย็นนั้นอุดมไปด้วยวิตามินดี ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

ซึ่งวิตามินดี ไม่เพียงแต่จะบำรุงผิวพรรณให้ดูเปล่งปลั่งมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันโรคเบาหวาน ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งจำเป็นสำหรับการสร้างกระดูก และยังช่วยเสริมการทำงานของกล้ามเนื้อ  หัวใจ ปอด และสมอง


รับประทานข้าวกล้องแทนข้าวขาว: ข้าวกล้องอุดมไปด้วยวิตามินและสารอาหารต่างๆ มากมาย อีกทั้งยังไม่ทำให้อ้วนอีกด้วย และที่สำคัญข้าวกล้องยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานได้ดี

ดังนั้น จึงควรรับประทานข้าวกล้องแทนข้าวขาวทั่วไป หรือจะหุงรวมกับข้าวขาวด้วยก็ได้


หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์: เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำลายตับให้เสื่อมสภาพลง และเสี่ยงต่อภาวะตับแข็ง ซึ่งเมื่อตับอ่อนเกิดความผิดปกติก็จะทำให้ผลิตอินซูลินได้น้อยลง ส่งผลให้เกิดการสะสมน้ำตาลในร่างกาย และในเส้นเลือดเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานในที่สุด


รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่: การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ จะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารและวิตามินอย่างเพียงพอ ส่งผลให้ทุกส่วนในร่างกายมีความแข็งแรงสมบูรณ์มากขึ้น จึงลดความเสี่ยงเบาหวานได้ดีนั่นเอง ทั้งนี้ ควรเน้นเมนูผักผลไม้ให้มากๆ พร้อมทั้งลดคาร์โบไฮเดตจากแป้งและไขมันให้น้อยลง เพราะการได้รับไขมันและคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป ก็ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานได้เช่นกัน

 

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.honestdocs.co/diabetes-symptoms-diagnosis-management-treatment

 FOREVA (ฟอร์รีว่า)

 

เลขทะเบียน อย.50-1-05258-5-0079

มาตรฐานการผลิต HACCP และ GMP

 

รวมคุณประโยชน์จากถั่งเช่า + โสม + เห็ดหลินจือ + กระชายดำ ใน 1 แคปซูล

 

Foreva (ฟอร์รีว่า)

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ลดเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด ลดความดัน

ส่วนช่วยในการ จัดการ เบาหวาน ความดันอย่างตรงจุด

-ลดเบาหวาน ลดน้ำตาล

-ทำให้ตับทำงานได้ดียิ่งขึ้น

-เสริมสร้างอินซูลิน

-ปรับสมดุลความดันโลหิต

-ลดการสะสมไขมัน

-ลดเบาหวาน ลดอาการวิงเวียนศรีษะ

-ลดความอยากของหวาน

-------------------------------------------------------------------

Foreva (ฟอร์รีว่า) ถั่งเช่า+เห็ดหลินจือ+โสม+กระชายดำ บรรจุใน 1 แคปซูล

 

ส่วนประกอบสำคัญ (ปริมาณบรรจุ 598 mg /1แคปซูลประกอบด้วย)

Cordyceps sinensis Powder(ผงถั่งเช่า) 270mg.

Reishi Extract (สารสกัดเห็ดหลินจือ) 70mg.

Ginseng Extract(สารสกัดโสม) 125mg.

Krachaidum Extract(สารสกัดกระชายดำ )35mg.

 

วิธีรับประทาน

ครั้งละ 1แคปซูล หลังอาหาร

 

หมายเหตุ

1 เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดก่อนรับประทานควรหาข้อมูลคุณประโยชน์ของสมุนไพรทั้ง 4 ชนิดอีกครั้งว่าเหมาะสมกับตนเองหรือไม่

2 เพื่อความปลอดภัย ก่อนตัดสินใจซื้ออาหารเสริมหรือยาทุกชนิดควรพิจารณาถึงแหล่งที่มา กระบวนการผลิต และมาตรฐานการควบคุมที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เชื่อถือ

 

 

#foreva #ฟอร์รีว่า #เบาหวาน #ความดัน #วัยทอง #อายุวัฒนะ #อาหารเสริม  #หลับสนิท #บำรุงร่างกาย #เครียด #นอนไม่หลับ #เหนื่อยง่าย #อ่อนเพลีย #ปวดเมื่อย #ถั่งเช่า #โสม #เห็ดหลินจือ #กระชายดำ

 


https://www.lazada.co.th/shop/healthy-247

https://shopee.co.th/healthy247

https://www.forevagoodhealth.com/

https://www.facebook.com/forevaforyou/

https://twitter.com/forevagoodheal1


https://forevathailand.blogspot.com/

https://www.instagram.com/foreva.thailand


https://plus.google.com/u/1/107612118363634663905




ฟอร์รีว่า foreva อาหารเสริม เบาหวาน ถั่งเช่า ผสมโสม เห็ดหลินจือ และกระชายดำ ช่วยดูแลร่างกายแบบองค์รวม ลดน้ำตาล ลดเบาหวาน ลดความดัน ฟื้นฟููสมรรถภาพร่างกายและชะลอวัย

Powered by MakeWebEasy.com