สร้างสุขให้วัยเกษียณ

Last updated: Jun 5, 2018  |  903 จำนวนผู้เข้าชม  |  Blog

สร้างสุขให้วัยเกษียณ

สร้างสุขให้วัยเกษียณ

 
                       ที่มา:http://www.thaihealth.or.th/data/content/2015/02/27486/cms/thaihealth_c_adfkstvwy278.jpg

 
ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยในปี พ.ศ.2556 ประเทศไทยมีประชากร 65 ล้านคนแบ่งเป็นกลุ่มวัยสูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) 10 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 15.40% ของประชากรทั้งหมดคน และในปี พ.ศ. 2566 คาดการณ์ว่าจำนวนผู้สูงอายุในประเทศไทย จะเพิ่มขึ้นเป็น 14 ล้านคน หรือคิดเป็น 20% ของประชากรทั้งหมด และในตอนนั้นประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (ที่มาจาก : รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุ พ.ศ.2556 โดย มสผส.)


วัยสูงอายุเป็นวัยที่จะต้องพบการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของมนุษย์ โดยมีการเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจและอารมณ์ซึ่งจะเกิดควบคู่กับความเสื่อมถอยทางร่างกาย ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนเองมีความสามารถน้อยลง ต้องพึ่งพาผู้อื่น และวัยนี้ยังมีการสูญเสียอำนาจตำแหน่งหน้าที่การงานบทบาทในสังคมอาจส่งผลให้เกิดอารมณ์เหงา กังวล น้อยใจ และกระทบกระเทือนจิตใจได้ง่าย ทฤษฎีพัฒนาการทางจิตสังคมของ


Erik Erikson ได้อธิบายพัฒนาการของผู้สูงอายุว่า “วัยสูงอายุ เป็นวัยแห่งขั้นการพัฒนาความรู้สึกมั่นคงทางจิตใจ แต่ในทางกลับกันผู้สูงอายุที่ไม่สามารถผ่านถึงขั้นพัฒนาการความรู้สึกมั่นคงทางจิตใจได้ ก็จะรู้สึกสิ้นหวังท้อแท้ขาดความสุข มองไม่เห็นถึงคุณค่าของตนเอง เกิดความเครียด ความคับข้องใจ และอาจพบความผิดปกติของอารมณ์ แสดงออกเป็นพฤติกรรมซึมเศร้าเบื่อหน่ายท้อแท้ร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่นนอนไม่หลับ น้ำหนักลด ไม่มีสมาธิ พฤติกรรมเคลื่อนไหวผิดปกติ เป็นต้น

         ที่มา : https://cdn-images-1.medium.com/max/514/1*9kmsC8vlPf1LHyBtXJfxnQ.jpeg

จากการเปลี่ยนแปลงในวัยผู้สูงอายุที่กล่าวข้างต้น ผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้ามักมองตัวเองใน ด้านลบ มองเห็นคุณค่าในตนเองต่ำลง รู้สึกว่าตนเองไม่ประสบความสำเร็จ ขมขื่นกับตนเองเพราะชีวิตในอนาคตที่เหลือสั้น ยากที่จะตั้งต้นเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิต ทำให้เกิด ความไม่มั่นคงของสภาพจิตใจ อาจส่งผลให้ผู้สูงอายุมี อาการแสดงที่พบบ่อย คือ อารมณ์เศร้า เบื่อหน่าย เหงา ร้องไห้ง่าย น้อยใจง่าย จนอาจกลายเป็นอารมณ์ซึมเศร้า

การจะป้องกันหรือแก้ไขภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุมีทางเดียวคือ ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง (Self-esteem) ซึ่งเป็นการรับรู้ว่าตนเองมีคุณค่า มีความเชื่อมั่น มีการยอมรับตนเอง และต้องการทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม Carl Rogers นักจิตวิทยาชาวอเมริกันกล่าวว่า “ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่าง “อัตมโนทัศน์” (Self-concept) และ “ตัวตนในอุดมคติ” (Ideal-self) หากสองส่วนนี้สอดคล้องกัน บุคคลก็จะมีแนวโน้มมีความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองสูง มีความมั่นคงทางอารมณ์ แต่ในทางตรงกันข้าม เมื่อบุคคลต้องการเป็นอะไร แต่ประเมินตนเองพบว่าไม่ใกล้เคียงกับความสามารถของตน ไม่มีแหล่งสนับสนุนที่เพียงพอ ไม่เผื่อใจไว้สำหรับสิ่งทีไม่คาดคิด จะทำให้ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองต่ำลง ขาดความมั่นคงทางอารมณ์ และตระหนักรู้ว่าความสามารถที่ตนมีนั้นไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม

 

     

จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2557 พบว่าแหล่งรายได้หลักในการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุมาจาก

·         ได้รับจากบุตร                                                 36.7%

·         รายได้จากการทำงานของผู้สูงอายุเอง                33.9%

·         เบี้ยยังชีพจากราชการ                                 14.8%

·         เงินบำเหน็จ บำนาญ                                           4.9%

·         จากคู่สมรส                                                    4.3%

·         ดอกเบี้ยเงินออมและการขายสินทรัพย์ที่มีอยู่        3.5%

·         อื่นๆ                                                    1.5%

   
 
                     [ที่มา: รายงานผลเบื้องต้น สำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ.2557]

 

                                     ที่มา : https://th2-cdn.pgimgs.com/cms/news/2016/11/aging-society2.original.jpg


จะดีกว่าไหม หากผู้สูงอายุสามารถสร้างรายเองได้ โดยใช้กำลัง ความรู้ ความคิด และประสบการณ์ที่ตนเองมีอยู่ โดยอาจเป็นอาชีพที่ทุกคนทำได้อย่างอาชีพ “ค้าขาย” อย่าเพิ่งคิดว่าลำพังผู้สูงอายุเพียงคนเดียว จะทำมาค้าขายได้อย่างไร ไหนจะซื้อของ ไหนจะวางแผงขายของ ไหนจะต้องเช็คสต๊อกสินค้า ฯลฯ  นั่นไม่ใช่ปัญหาของการค้าขายยุคนี้เลย เพราะปัจจุบันนี้ ประเทศของเราย่างเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 แล้ว การซื้อของออนไลน์ ทำธุกรรมการเงินผ่านทางอินเทอร์เน็ตก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป การค้าขายจึงสามารถทำได้ง่ายขึ้น โดยใช้ ใช้การขายผ่านเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ (E-Commerce Website) และการขายผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค (Chat-Social Commerce) 

โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีสังคมเพื่อนฝูงมากมาย  มี Connection และมีกำลังซื้อ และถึงแม้ว่าระหว่างคนขายกับผู้บริโภคจะอยู่ห่างไกลกันแค่ไหนก็ตาม แต่ด้วยระบบธุรกรรมทางการเงินที่สามารถโอนเงินได้อย่างง่าย ๆ และระบบตัวแทนจำหน่ายไม่สต๊อกสินค้า ที่ทำงานแทนผู้ขายทุกอย่าง ผู้ขายจึงแทบไม่ต้องทำอะไรมากมาย นอกจากเสนอขายสินค้า หรือโพสต์สินค้าลงช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค เพื่อให้มีคนมาเห็น และสนใจซื้อสินค้านั้นเอง ด้วยความสะดวกสบายเหล่านี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เรามักจะเห็นผู้คนมากมายเลือกที่จะค้าขายเป็นรายเสริมและรายได้หลัก แล้วทำไมเราถึงจะไม่แนะนำให้ผู้สูงอายุที่ยังคงมีศักยภาพ ทั้งแรงกายและแรงใจ ลองมาทำอาชีพนี้กันล่ะ?
 
 

 
                  ที่มา : https://positioningmag.com/wp-content/uploads/2016/10/Open_older_marketingonline_new4.png


แล้วใครจะมาเป็นลูกค้า ?


อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมา ทำให้ผู้สูงอายุมีสังคมเพื่อนฝูงมากมาย และลูกค้าก็จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากกลุ่มเพื่อนๆ หรือกลุ่มคนวัยเดียวกัน ผู้บริโภคกลุ่มผู้สูงอายุนี้ ถือได้ว่าเป็นกลุ่มประชากรที่มีอำนาจต่อรองในการซื้อ และมีกำลังซื้อสูง เนื่องจากมีเงินเก็บจากการทำงานมาทั้งชีวิต จึงมีศักยภาพสูงในการบริโภค

 

เราสามารถแบ่งกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้สูงอายุได้ 3 ช่วงวัย คือ

- ผู้สูงอายุวัยต้น (อายุ 60-69 ปี) : เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีผู้สูงอายุปริมาณสูงสุด คือ 56% ของจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมด เป็นกลุ่มที่ทำงานได้ สนใจสุขภาพ จึงมักทุ่มไปด้านการสร้างเสริมสุขภาพ เน้นตรวจสุขภาพ รับประทานอาหารเสริม เครื่องสำอางเน้นเรื่องความชุ่มชื่น ชะลอวัย

- ผู้สูงอายุวัยกลาง (อายุ 70-79 ปี) : มีปริมาณรองลงมา คือราว 2.5 ล้านคน เป็นกลุ่มที่ต้องการพักผ่อน บางคนมีโรคประจำตัวที่ต้องระวัง ต้องการเรียนรู้โซเชียลมีเดีย อุปกรณ์ไอที สนใจการท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม และการดูแลสุขภาพ หรือรักษาโรคภัยไข้เจ็บ

- ผู้สูงอายุวัยปลาย (อายุ 80 ปีขึ้นไป) : เป็นกลุ่มที่ ต้องพึ่งพิงผู้ดูแล สัดส่วนอยู่ที่ราว 1 ล้านคน สนใจธุรกิจที่เกี่ยวกับการดูแล เช่น เนิร์สซิ่งโฮม ทั้งแบบไปเช้าเย็นกลับ จะมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากเหมาะกับสังคมไทยที่เป็นครอบครัวใหญ่ รวมทั้งสินค้าที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ดูแลจะเป็นหลัก



https://www.scbeic.com/stocks/product/f0x0/ym/5z/e4peym5zyz/ThinkstockPhotos-177551231-s.jpg

 

ประเภทสินค้า ที่เหมาะสำหรับสังคมผู้สูงวัย


1. เวชภัณฑ์ และการดูแลสุขภาพ (Pharma & Healthcare) 
ลักษณะโรคของกลุ่มผู้สูงอายุเปลี่ยนไปเป็นโรคเรื้อรัง มากขึ้น กว่า 80% ของผู้สูงอายุมี 1 โรคเรื้อรัง ได้แก่โรคหัวใจและหลอดเลือด (อันดับ 1) โรคมะเร็ง, ภาวะสมองเสื่อม เบาหวาน โรคกระดูกพรุน โรคข้ออักเสบ

 

2. สินค้าอุปโภค บริโภค อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปโดยเฉพาะอาหารเพื่อสุขภาพ เช่น อาหารไขมันต่ำ ไม่มีคอเลสเตอรอล น้ำตาลน้อยหรือไม่ใส่เลย ผลิตภัณฑ์ที่ป้องกันหรือช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ อาทิ โรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็ง เบาหวาน และระบบย่อย เป็นต้น กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่มาแรงที่สุด คือ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มรองลงมาคือ อาหารที่มาจากธรรมชาติและดีต่อสุขภาพ และกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตมาก คือ วิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

 

3. ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางประเภทออร์แกนิกส์ (Organics) ที่ผลิตจากธรรมชาติหรือสมุนไพร และกำลังได้รับความสนใจจากผู้สูงอายุ เนื่องจากผู้บริโภคมั่นใจว่าปลอดภัยกว่าการใช้สารเคมี ทั้งนี้หากผู้ประกอบการไทยสามารถประยุกต์ภูมิปัญญาไทยโดยนำสมุนไพรท้องถิ่นที่มีสรรพคุณต่อต้านริ้วรอย (Anti-Ageing) ยกกระชับ ลดรอยกระจุดด่างดำ มาผนวกกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย


3 ประเภทนี้เป็นประเภทสินค้าและบริการที่กำลังเป็นที่ต้องการของผู้สูงอายุมากที่สุด ดังนั้น หากจะให้ผู้สูงอายุเลือกขายอะไรสักอย่าง สิ่งที่เหมาะที่สุดก็คงหนีไม่พ้น “ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพ” ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นที่ต้องการของผู้ขายเอง และง่ายต่อการแนะนำหรือบอกต่อด้วย การเตรียมอาชีพสำหรับคนสูงอายุที่เกษียณจากงานแล้วจึงเป็นความจำเป็น เพราะการประกอบอาชีพหรือการมีงานทำ นอกจากจะเป็นการสร้างเกียรติภูมิและคุณค่าให้กับผู้สูอายุแล้ว ยังเป็นการใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่สร้างรายได้ให้ตัวเองและครอบครัวได้อีกด้วย

                                                                                                        http://www.ditp.go.th/contents_image/194033/194033.jpg 

 

 

   


 

Powered by MakeWebEasy.com